Day #3 – Monday, 11 Jan

วันนี้ trip เดินทางจะออกเดินทางไป วัดอาซากุสะ - ชินจูกู - อากิฮาบาระค่ะ

 เริ่มต้นเช้าวันใหม่ ด้วยการออกมาสูดอากาศดีๆ เย็นๆ และวิวสวยๆ นอกโรงแรม อากาศดีม๊ากๆ พื้นด้านนอกโรงแรมปกคลุมไปด้วยหิมะที่หนามากค่ะ  มองจากมุมนี้ของโรมแรม เห็นวิวภูเขาฟูจิ ด้วยค่ะ   

 

หลังจากทานอาหารเช้า เราก็เดินทาง โตเกียว – วัดอาซากุสะ-อากิฮาบาระ

     

วัดอาซากุสะ  เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในโตเกียว คนส่วนใหญ่มาเพื่อสักการะเจ้าแม่กวนอิมทองคำค่ะ  แต่บังเอิญช่วงที่เราไปเป็นวันหยุด  หรือเป็นวันบรรลุนิติภาวะของสาวญี่ปุ่นที่มีอายุครบ 20 ปีพอดี วันนี้ก็เลยมีสาวญี่ปุ่นใส่ชุดกิมโมโนสวยๆ ออกมายันโฉมกันมากมาย   

เสร็จแล้วเราก็แอบทำตัวเนียนค่ะ เดินโตเต๋ อยู่ในย่านนากามิเซะ ภายในวัดนั่นแหละค่ะ ที่นี่มีของที่ระลึกขายมากมาย รวมทั้งขนมอร่อยๆ ด้วย 

 เมนูที่ 1 - โอโคโนมิยกิค่ะ อาหารยอดนิยมของญี่ปุ่นค่ะ
 

เมนูที่ 2 - อันนี้ กล้วยชุบช๊อคโกค่ะ

ต่อจากนั้นเราก็ออกเดินทางเพื่อไปชินจุกุ ค่ะ ชินจูกุเป็นสวรรค์ของนักชอบปิ้งสินค้าค่ะ บรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้า นาฬิกาแบรนด์ดังๆ กล้องถ่ายรูปดิจิตอล เกมส์ต่างๆ หรือ สินค้าผู้หญิง เช่น กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า แบรนด์เนม เสื้อผ้าแฟชั่น สำหรับวัยรุ่น  เครื่องสำอางค์ยี่ห้อดังๆ  ของญี่ปุ่น  ได้ของหลายชิ้นอยู่เหมือนกัน      

 พอตกบ่าย ได้ไปเดินย่านอากิฮาบาระ ศูนย์รวมสินค้าอิเลคทรอนิกส์ที่ใหญ่ทีสุดในกรุงโตเกียวค่ะ  ตามริมถนนสายนี้ ก็จะมีร้านขายสินค้าพวกกล้องต่างๆ และโทรศัพทืมือถือ มากมายค่ะ  เราละเพื่อนๆ ไปสะดุดตาเอา Note book ของโตชิบา แต่ปราฏว่าราคาแพงกว่าบ้านเรา เลยไม่ได้ถอยค่ะ 

 

สร้างสีสันให้ถนนสายนี้เจอสาวใส่ชุดกิมโมโนอีกแล้วค่ะ  ไม่น่าเชื่อนะ สาวชุดแดงเนี่ยเพิ่ง 20 เท่านั้นเอง!

  

สาวน้อย น่าตาน่ารัก ยืนเรียกลูกค้าให้เข้าร้านค่ะ 

  ฮากิฮาบาระปัจจุบันนี้ กลายเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของโลกไซเบอร์ไปแล้วค่ะ แต่วันนี้เราไม่เห็นหนุ่มๆ สาวๆ วัยรุ่นญี่ปุ่น มาเดินโอดโฉม  แต่งตัวเลียนแบบตัวละครในการ์ตูน หรือวีดีโอญี่ปุ่นเลยค่ะ อาจจะเป็น เพราะเป็นวันหยุด หรือเป็นวันบรรลุนิติภาวะพอดีค่ะ คนเลยไปหันไปวัดทำบุญกันมากค่ะ  

 เราได้เดินไม่กี่ร้าน ก็มาเจอกล้องวีดีโอดิจิตอล Sanyo ขนาดกระทัดรัด  ที่ดูจะถูกใจเรากับเพื่อนค่ะ บวกกับ พนักงานขายที่นี่พูดภาษาอังกฤษเปร๋อเลย (ไม่เหมือนที่อื่นที่พูดไม่รู้เรื่อง)  เราเลยได้กล้องมา 2 ตัวค่ะ  สีชมพูขาว และสีแดง ในราคาตัวละ yen29,000.- (1 year International warranty )  

ย่ำค่ำก็ไปแวะทานบาบีคิวปิ้งย่างที่ย่านกินซ่า ค่ะ คล้ายๆ  กับหมูเกาหลีบ้านเรานี่ค่ะ  แต่ที่แปลกนิดนึงคือมีบาร์เทนเดอร์เป็นคนผิวดำ มาสร้างลีลาผสมเหล้าสำหรับคนรักน้ำเมาทั้งหลายค่ะ  แต่พวกเราดูเหมือนจะไม่สนใจลีลาของบาร์เทนเดอร์สักเท่าไร  ก็หิวกันแล้วนี่ค่ะ    

โปรแกรมวันนี้จบแล้วค่ะ เราก็เดินทางกลับที่พักที่โรงแรม  Sunshine Prince Hotel ค่ะ

 

 

Day #4 – Tue, 12 Jan

ดูงานที่ NTT Docomo –Supporo Beer Museum 

ออกจากโรงแรม เดินทางสู่เมืองคามากูระ เมืองเก่าแก่ของญี่ปุ่น หลังจากรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมค่ะ   เพื่อไปดูงานและเยี่ยมชมที่ NTT Docomo  จริงๆแล้ว NTT ย่อมาจาก Nippon Telephone and Telegraph เสมือนองค์การโทรศัพท์ของญี่ปุ่น นั่นเองค่ะ ส่วน NTT Docomo เป็นบริษัทลูก ที่ทำธุรกิจเทคโนโลยีไร้สายในรูปแบบต่างๆ มากมาย  สุดยอดแห่งนวัตกรรมใหม่ด้านเทคโนโลยี อยู่ที่นี่เองล่ะค่ะ

ที่นี่เราได้รับพบกับสุดยอดแห่งเทคโนโลยี จริงๆ  มีการใช้การส่งสัญญานผ่านระบบสัมผัสเพื่อให้เครื่องไฟฟ้าเปิด  การใช้เสียงสั่งงานให้โทรทัศน์ วิทยุ หรือ notebook เปิด รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีเสียงหรือการใช้การสัมผัสเพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ส่งกลิ่นดอกไม้ออกมาให้เราได้กลิ่นหอมๆกัน  Amusing จริงๆ  รวมทั้งเทคโนโลยีในการใช้ Digital ช่วยในการเลือกเสื้อผ้าในการแต่งตัว สมจริงสมจังมากขนาดเท่ากับตัวเราจริงๆ  และที่ขาดไม่ได้เทคโนโลยีมือถือแบบ 4G ที่ชาวญี่ปุ่นใช้กันนานแล้วค่ะ แต่ของเราเพิ่งเริ่ม 3G เอง และสุดยอดเทคโนโลยีมือถืออื่นๆ อีกมากมายของค่ายดังค่ายนี้ค่ะ  เสียดายไม่สามารถเก็บภาพมาให้ดูได้ เนื่องจากบางจุดเค้าห้ามถ่ายรูปค่ะ  

ถึง NTT Docomo ประมาณ 9.30 โมงเช้าค่ะชมเทคโนโลยีภายใน NTT Docomo

 

  จากนั้นเราก็หยุดพักกินอาหารกลางวันที่ จุดพักรถ สั่งมิโซะราเมงมากินค่ะ  ชามใหญ่ม๊ากมาก การสั่งอาหารที่นี่จะใช้เงินหยอดที่ตู้ใช้ได้ทั้งเหรียญ หรือ แบงค์ก็ได้ค่ะ เลือกกด อาหารตามชอบใจ แล้วรับใบเสร็จรับเงิน เสร็จแล้วให้นำใบเสร็จไปรับอาหารค่ะ  

ในตอนบ่ายดูงานที่ Supporo Beer Museum ไปดู production process ของการทำ Beer Supporo และได้มีโอกาสไปดูการทำ Marketing ของโรงเบียร์นี้ค่ะ    เหมือนกันค่ะเค๊าไม่ให้ชักภาพ เลยไม่มีภาพให้ดูกันค่ะ

 

 

Day #5– Wed, 13 Janนาริตะ – วัดนาริตะ – อิออน-สนามบินนาริตะ-กรุงเทพ  

วันนี้เราเดินทางมาถึงวัดนาริตะ วัดเก่าแก่ของชาวญี่ปุ่น   

 

 

 

 

  หลังจากนั้นเราก็เยี่ยมชมอิออน พลาซ่า หรือ Jusco เพื่อซื้อของฝากค่ะ ทั้งฝากตัวเองและเพื่อนๆ พ่อและญาติพี่น้อง  มาที่นี่ ต้องไม่พลาดซื้อของที่ร้าน Daiso ของที่ร้านนี้ราคาแค่ 100yen เป็นของใช้ ของจุกจิกทั่วๆไป ค่ะ  หลังจากเดินเล่นที่ร้าน Daiso เราก็เข้าไปที่ร้านขายของประมารเหมือน watson บ้านเรานั่นแหละค่ะ แต่ร้านเค๊าใหญ่โตกว่า และมีเครื่องสำอางให้เลือกมากมายกว่า พนักงานขายเครื่องสำอางหน้าตาสวยทีเดียวค่ะ ที่นี่เราก็ควักเงินจ่ายไปพอสมควร ต่อจากนั้นเป็นการ shopping ที่ Jusco ค่ะ ได้ กาแฟ Maxim เค๊าว่ากันว่ากาแฟนี้อร่อยค่ะ ก็เลยซื้อมาลอง 2 แพ็คค่ะ และอื่นๆ อีกมากมาย  การจ่ายเงินที่นี่ไม่เหมือนกับบ้านเราค่ะ  ที่นี่เค๊าไม่เอาของใส่ถุงให้เราค่ะ หลังจากคิดเงินเสร็จ เราจะต้องเอาของไปใส่ถุงเองค่ะ เพื่อประหยัดเวลาเค๊าและเป็นการลดเวลาไม่ต้องให้คนที่ต่อคิวจากเราต้องรอนานค่ะ  ถ้าใครซื้อของเยอะ ที่ Jusco เนี่ยเค๊ามีบริการแพ็คกล่อง อุปกรณ์ในการแพ๊คของพร้อมค่ะ  แต่เราต้องแพ็คของเองค่ะ 

แล้วก็ถึงเวลาที่บินกลับบ้านเฮาแล้วค่ะ 

ปล. แล้วจะกลับไปอีกนะ

 

 

 

   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 3 Apr 2009 09:13:51 by Fahsai

edit @ 18 Apr 2009 10:55:10 by Fahsai

ลัดฟ้าสู่ JAPAN 10-14 Jan 2009

posted on 23 Jan 2009 17:15 by bongkojkate

เรื่องเล่าวันนี้กับฟ้าใส (ファーサイ)

written by:  ボンコットケート

     

       จำได้ว่าตอนเด็กชอบดูหนังญี่ปุ่นค่ะ ตั้งแต่โดเรมอน อาราเร่ หรือภาพยนต์ญี่ปุ่นนักวอลเล่ย์ที่แสนจะเก่งอย่าง จุง โคชิกะ  หรือเรื่องอื่นๆ สนุกม๊ากมาก  เล่นเอาติดหนังญี่ปุ่นงอมแงม  ถึงกลับเลิกเรียนต้องรีบวิ่งแจ้นกลับมาเฝ้าหน้าจอเพื่อรอดู   มาถึงทุกวันนี้ก็ยังติดหนังญึ่ปุ่น อยู่ค่ะ  ส่วนใหญ่จะชอบแนว Drama ค่ะ  Drama ของญี่ปุ่นจะมีแนวคิดหรือ concept หนังที่ดีมากทีเดียว อย่างเช่น โตเกียว ทาวเวอร์หรืออย่าง ตอนนี้ ก็เห็นจะเป็นเรื่อง ทีมคุณหมอหัวใจแกร่ง ค่ะ ที่กำลังฉายทีวีไทย

                                                                  ทีมคุณหมอหัวใจแกร่ง - หนังที่ชื่นชอบค่ะ

เป็นละครสั้น ที่ชอบมาก คงเป็นเพราะ หนังญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ดูแล้วสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองค่ะ อยากทำสิ่งดีๆ ทำเพื่อให้คนรอบข้างหรือคนอื่นมีความสุขค่ะ  ไม่ใช่ทำเพื่อตนเองอย่างเดียวค่ะ ได้ความรู้สึกที่ดี และสอดแทรกไปด้วยความรู้ หรือแง่คิดที่ดีมากมาย ซึ่งหนังไทยไม่ค่อยทำสักเท่าไหร่ เฮ้อ!   อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อยากไปเที่ยว  เห็นจะเป็นอาหารญี่ปุ่น ซูชิ ราเมง   อูด้ง ชาบูชาบู ข้าวหน้าปลาไหล ทาโกะยากิ   และที่ชอบสุดๆ เห็นจะเป็นอากาศที่เย็นสบาย ชิว ชิว บวกกับทิวทัศน์ที่สวยงาม หนุ่มหล่อ สาวสวย อาโนเนะ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยสุดๆ ไม่มีใครเกินที่นี่ค่ะ 

 ลัดฟ้าสู่ JAPAN                                                              10-14 Jan 2009

       ลัดฟ้าไปญึ่ปุ่นคร้งนี้เป็นครั้งที่  2 ค่ะ  ไปเพื่อดูงานทัศนศึกษาพร้อมกับ Sightseeing ไปด้วยล่ะค่ะ  มี      ไกด์พาไปค่ะ  เลยไม่ต้องเตรียมตัวสักเท่าไร  สิ่งที่จะต้องเตรียมเห็นจะเป็นความพร้อมในเรื่องสุขภาพ ซึ่งตัวเองดูเหมือนจะไม่พร้อมสักเท่าไหร่ เพราะต้องเผชิญกับไข้หวัดที่หนักเอาการก่อนช่วงจะเดินทางเป็นอาทิตย์แล้ว  ไอตลอดทั้งคืน ทำเอาไม่ได้นอนมาหลายวัน  พอใกล้ถึงวันเดินทางก็อดพะว้าพะวงกลัวจะไปไม่ได้เพราะว่าหายไม่ทัน  ว่าแล้วก็ต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองซะหน่อย รีบเข้านอนแต่หัวค่ำ  เพื่อความหวังที่คิดว่าจะได้ฟื้นไข้ได้ทัน  แต่ก็ยังไม่วายอรุณรุ่งวันใหม่ เจ้าวายร้าย ยังคงติดตามฉันมา  ด้วยความคิดที่ว่า ยังไงวันนี้ต้องหายไข้และรู้สึกดีขึ้นให้ได้นะ เพราะตอนเย็นวันนี้ก็จะต้องออกเดินทางแล้ว  เลยตัดสินใจไปหาหมอดีกว่า  คราวนี้ขอให้พี่หมอช่วยจัดยาชั้นดี (ไฮโซ) ให้ค่ะ เอาแบบชนิดกินแล้วหายด่วนที่สุดค่ะ พอตกบ่าย ก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยค่ะ เลยตัดสินใจหอบสังขารตัวเองลัดฟ้าไปญี่ปุ่นค่ะ

Day #1 – Sat, 10 Jan 09 (Bangkok- Tokyo) 

ลัดฟ้าสู่ แดนอาทิตย์อุทัย

      และแล้วก็ถึงวันเดินทางซะที  ดีนะที่เมื่อคืนได้นอนบ้าง ก็เลยพอจะมีภูมิคุ้มกันขึ้นมาบ้าง   เดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ชั้น 4   ประมาณสองทุ่มเห็นจะได้ค่ะ ผ่านเช็คอินเข้าไป มุ่งหน้าตรงไปที่ Duty Free  ขอซื้อน้ำหอม Cavin Klien (Euphoria) ให้หวานใจซะหน่อย  และก็ Christain Dior (Tendre Poison)  ขวดนี้เราเอาไว้ใช้เองค่ะ  หลังจากเตร็ดเตร่ที่ร้าน Duty Free จนเค๊าประกาศ Final Call หลายรอบ  พวกเราก็ยังไม่รู้เรื่องกัน มารู้อีกที ก็สวมวิญญานวิ่งสู้ฟัด เพื่อขึ้นเครื่องให้ทันกันเลยหละค่ะ  แล้วเราก็เดินทางสู่ Narita Airport, Japan ด้วย TG640    เราได้ที่นั่งที่แยกกลับเพื่อนๆ เลย ค่ะ ไปนั่งใกล้กลับคนที่เค๊ามาเป็นคู่ๆ  น่าอิจฉาจัง  มาคนเดียวเปล่าเปลี่ยวหัวใจ จังค่ะ 

 

Day #2 – Sun, 11 Jan นาริตะ-วัดโคโตกุอิน-หุบเขาโอวาคุดานิ – ทะเลสาบอาชิ-ฟูจิเทน สโนรีสอร์ท 

 

        ถึง  Narita Airport ประมาณ 06.30 ต่ะ    ออกจาก Narita เดินทางสู่วัดโคโตกุอินที่มีพระใหญ่เรียกว่า             “Dai butsu”  เค๊าว่ากันว่าวัดนี้ศักดิ์สิทธิ์มากค่ะ เมื่อครั้งที่ญี่ปุ่นเกิดสินามิ  พระพุทธรูปองค์นี้ไม่เป็นไรเลย  จึงทำให้คนญี่ปุ่นจึงเลื่อมใสในความศักดิ์สิทธิ์  อีกอย่างเมื่อมาวัดญึ่ปุ่นแล้ว ลืมไปไปเสียไม่ได้ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม คนญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าการ เอามือปัดเป่าให้ควันธูปขาหาตัว จะช่วยปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บให้หมดไปค่ะ  และคนญึ่ปุนนิยมโยนเหรียญ 5 yen พร้อมกับตบมือสองครั้ง เพื่อให้เกิดเสียงดัง เสมือนให้เทพรับรู้  แล้วจะทำให้มีวาสนาสูงส่ง จ๊ะ 

 

               "Daibutsu"                                                  "ของที่ระลึกที่เป็นรูปพระ สีสันสดใส และมีขนมที่เป็นรูปพระ "

 

                   หลังจากนั้นเราก็เดินทางสู่ หุบเขาโอวาคุดานิ   เมื่อมาถึงหุบเขา รู้สึกดีขึ้นมาทันตาเห็น มองไปรอบๆ เจอหิมะขาวโพนไปหมด  ได้บรรยากาศญึ่ปุ่นๆค่ะ สวยจัง  อากาศเย็นสบาย อย่างน้อยๆ เหยียบ 0 องศาเซลเซียส เห็นจะได้ค่ะ  เรา พี่ตูน น้องปุ่ย  เดินขึ้นหุบเขา ไปพร้อมกัน สองข้างทางที่เต็มไปด้วยหิมะและไอที่ครุกครุ่นที่ลอยล่องอยู่บนอากาศ จากบ่อกำมะถันเดือดอยู่ตลอดเวลา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 หันไปก็เจอยูกิ ไม่ใช่น้องยูกิ แต่เป็นหิมะที่ตกโปรยปราย ดูเหมือนเสื้อ 3 ชั้นจะเอาไม่อยู่ซะแล้วซิ 

 

 

   

            ถ้ามาถึงโอวาคุดานิ อดไม่ได้ค่ะที่จะต้องชิมไข่ดำ ที่ต้มในบ่อน้ำแร่ที่ต้มไข่ให้สุก อันเลื่องชื่อของที่นี่    ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าจะมีอายุยืนไปอีก 7 ปีแน่ๆ  ว่าแล้วเรากับ พี่อ๊อด พี่ตูน น้องสุ น้องปุ้ย ก็ลองชิมดูค่ะ  รสชาติก็เหมือนไข่ต้มธรรมดานี่หละค่ะ ไม่มีอะไรพิศดาร 

 

หลังจากนั้นเราก็ล่องทะเลสาบอาชิ  “Lake Ashi”  

 

                                                                       Lake Ashi

 

 

                                                                          มองเห็น Fuji San ด้วยค่ะ

 

 

 

   กลับมาพักที่โรงแรม  Fuji Noboukaen Hotel 4.5* ค่ะ   เราและเพื่อนๆ แปลงโฉมตัวเอง ใส่ชุดยูกาตะ                   ลงมาทานบุปเฟ่ห์ ปูอลาสก้า เสต็กเนื้อนาๆ ชนิด กินอาหารนาๆชาติของญี่ปุ่น  

 

 

 

 

นักร้องฟิลิปปินส์ เดินวนแต่ละโต๊ะ เพื่อให้แขกที่ทานอาหารอยู่ ขอเพลงที่ตนชอบ

โต๊ะเราขอเพลง "Hero"  แล้วเธอก็ร้องบรรเลงเพลง อันไพเราะให้พวกเราฟัง  เสียงเพราะมากๆเลยค่ะ

 

 

 เราได้ยินมาว่าโรงแรมนี้มีการอาบน้ำแร่ Onzen  ซึ่งเป็นการอาบน้ำแร่แบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นค่ะ  เรากับเพื่อนๆ ได้อาบน้ำแร่แบบนี้ด้วยค่ะ จากเป็นไข้ เลยเป็นหนักกว่าเดิม เอ้อไม่ใช่ ดีขี้นมาทันตาเห็น สบายตัว ตัวเบาจัง... ส่วนเรื่องเทคนิคการอาบน้ำแร่แบบ Onzen จะนำมาเล่าสู่กันฟังทีหลังค่ะ  

 

จบตอนที่1 โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ 

 

 

 

 

 

edit @ 27 Jan 2009 08:50:04 by Fahsai

edit @ 29 Jan 2009 21:56:19 by Fahsai